วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ดอกไม้ประจำชาติของประเทศตุรกี ดอกทิวลิป

ดอกไม้ประจำชาติประเทศตุรกีดอกทิวลิป 





      วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับดอกไม้ประจำชาติของประเทศตุรกี คือ ดอกทิวลิป เช่นเดียวกับประเทศเนเธอร์แลนด์ไปดูกันเลยค้ะ.

ทิวลิป (Tulip)


ชื่อสามัญ : tulip


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tulipa spp. L.

ชื่อวงศ์ : Liliaceae

       ทิวลิปเป็นดอกไม้ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากตะวันออกกลางประเทศตุรกี เป็นดอกไม้เมืองหนาวในฤดูใบไม้ผลิที่ได้รับความนิยมรองลงมาจากกุหลาบและเบญจมาศ ดอกทิวลิปได้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ตุรกีเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว ซึ่งในอดีตดอกทิวลิปเป็นดอกไม้ป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ของตุรกีได้นำมาให้กับทูตเวียนนาเอาไปปลูกในประเทศออสเตรีย แต่ชาวฮอลแลนด์ที่เป็นคนสวนกลับนำมาเพาะและผสมเป็นพันธุ์ใหม่จนมีหลากหลายสีสันและพันธุ์ แต่ต่อมาก็ถูกสั่งห้ามเพราะผิดกับหลักศาสนา จึงทำให้ทิวลิปมีราคาแพง แต่ปัจจุบันทิวลิปได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์ไปแล้ว

จากการผสมพันธุ์ทำให้ปัจจุบันนี้มีทิวลิปอยู่มากกว่า 100 ชนิด แต่โดยทั่วไปแล้วทิวลิปจะมีลำต้นที่สูงประมาณ 12-18 นิ้ว มีใบยาวเรียวเล็ก ปลายใบแหลมประมาณ 3-4 ใบ ออกเป็นตรงข้ามกัน มีเส้นแขนงเป็นแนวขนานตามความยาวของใบ ดอกทิวลิปมีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีกลีบดอก 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ มีหลากหลายสีสันขึ้นอยู่กับแต่ละชนิด เช่น สีแสด แดง ส้ม เหลืองเข้ม เหลือง เหลืองอ่อน ชมพู ขาว และสีสลับลายหลายอย่าง มีทั้งสีเดียวล้วนๆ และสีผสมในดอกเดียว ลักษณะการบานของดอกจะเป็นเพียงแย้มบานออกมา จะไม่บานแฉ่งจนเต็มที่ ดอกจะมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ลักษณะของเกสรตัวผู้จะเป็นรูปหัวศรสีเหลืองอ่อน หรือสีขาว มีอยู่ด้วยกัน 6 เส้น ส่วนเกสรตัวเมียมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่กึ่งกลางเกสรตัวผู้และมีขนาดโตกว่า มีความยาวประมาณ 2-2.5 ซม. ส่วนปลายจะงอลงเป็น 3 แฉก ส่วนเกสรตัวผู้บางสายพันธุ์ตรงส่วนปลายจะมีลักษณะเป็นติ่งสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ
ดอกทิวลิป สามารถปลูกได้เฉพาะพื้นที่ ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นเท่านั้น แต่พบว่าทิวลิปที่สามารถนำมาปลูกในบ้านเราได้มีอยู่ประมาณ 20 สายพันธุ์ อุณหภูมิที่สามารถปลูกทิวลิปได้ดีอยู่ที่ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส กว่าจะผลิดอกให้เห็นต้องใช้เวลาประมาณ 39 วัน เมื่อดอกบานแล้วจะอยู่ได้ทนประมาณ 7-15 วันเท่านั้น แต่ถ้าหากมีการควบคุมแสงและอุณหภูมิได้อย่างเหมาะสมก็จะทนอยู่ในแปลงได้ประมาณ 10 วัน หรือ 2 สัปดาห์ เลยทีเดียว

ความหมายของดอกทิวลิป


      ดอกทิวลิป เป็นสัญลักษณ์ของ จินตนาการ ความใฝ่ฝัน คู่รักที่สมบูรณ์แบบ และความรักที่เปิดเผย

ทิวลิปสีแดง หมายถึง รักที่ไม่ปิดบัง ซ่อนเร้น เปิดเผยอย่างจริงใจ



ทิวลิปสีชมพู หมายถึง ความสุขอันสมบูรณ์แบบ และความมั่นใจ เปิดเผย ไม่ปิดบัง


ทิวลิปสีเหลือง หมายถึง ความเบิกบาน ความสว่างไสว

ทิวลิปสีส้ม หมายถึง ความอบอุ่น ความสุข ความงดงาม และความมีเสน่ห์





ดอกไม้ประจำชาติของมัลดีฟส์ ดอกกุหลาบสีชมพู

ดอกไม้ประจำชาติของมัลดีฟส์ 
 ดอกกุหลาบสีชมพู
 สวัสดีค่ะวันนี้จะพาไปรู้จักกับดอกไม้ประจำชาติมัลดีฟส์ อย่างที่ทราบกันดีนะค่ะว่าดอกไม้ประจำชาติของมัลดีฟส์ นั้นคือก็ดอกกุหลาบสีชมพูไปรู้จักกันเลยค่ะ.



กุหลาบ 


ชื่อวิทยาศาสตร์ :Rosa hybrids


ชื่อสามัญ: Rose


ชื่อวงศ์: ROSACEAE
   เพราะความสวยงามของดอกกุหลาบ ทำให้ผู้คนต่างนิยมปลูกกันไว้เพื่อตกแต่งอาคารบ้านเรือน ตกแต่งสวน ใช้ประดับตามสถานที่ต่างๆ หรือปลูกเป็นการค้า โดยตัดดอกไปขาย หรือนำไปสกัดเป็นน้ำหอม เป็นต้น
   กุหลาบตัดดอกที่นิยมปลูกกัน ดอกจะมีขนาดโต ที่เรียกกันว่า ไฮบริดที(Hybird Tea) มักออกเป็นดอกเดี่ยวๆ กลีบดอกซ้อน ทรงพุ่มตั้งตรง มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร สำหรับพันธุ์สีชมพูที่นิยมปลูกกันทั่วไป ก็อย่างเช่น พันธุ์มิสออลอเมริกาบิวตี้ หรือมาเรีย, คาสลาส, ไอเฟลทาวเวอร์, สวาทมอร์, เฟรนด์ชิพ, เพอร์ฟูมดีไลท์, จูวังแซล, เฟิร์สท์ไพรซ์, อเควเรียส, ซูซานแฮมเชียร์



การขยายพันธุ์
  ทำได้โดยการปักชำ ตอนกิ่ง ติดตา หรือเพาะเมล็ด ช่วงต้นฤดูฝน-ฤดูหนาว จะเหมาะกับการปลูกกุหลาบมากที่สุด หากปลูกในฤดูร้อนอาจได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร
สถานที่ใช้ปลูกกุหลาบควรเป็นที่โล่งแจ้ง มีแสงสว่างส่องถึงอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง สำหรับดินที่ใช้ปลูกกุหลาบควรเป็นดินที่มีธาตุอาหารอยู่อย่างสมบูรณ์ มีความร่วนซุย สามารถเก็บความชื้นและระบายน้ำได้ดี มีค่า pH ระหว่าง 5.5-6.8 ก่อนปลูกควรขุดหลุมปลูกให้ลึกประมาณ 1 ฟุต แล้วตากทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ขุยมะพร้าว เปลือกถั่ว ฟางผุ เว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 60 ซม. จากนั้นนำต้นลงปลูก กลบดิน คลุมแปลงเพื่อรักษาความชื้นด้วยฟางข้าว เศษหญ้าแห้ง หรือเปลือกถั่ว และรดน้ำให้ชุ่ม
การให้น้ำแก่กุหลาบขึ้นอยู่กับสภาพดินและฤดูกาลที่ปลูก หรือควรให้ในระดับที่ลึกลงไปในดินประมาณ 16-18 นิ้ว เพื่อให้ถึงระดับรากใต้สุด ไม่ควรให้จนชื้นแฉะจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย
เพื่อเป็นการเร่งให้กุหลาบเจริญเติบโต ควรให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงหลังจากที่ปลูกไปได้ประมาณ 15 วันแล้ว และให้ครั้งต่อไปทุกๆ 15-20 วัน เมื่อเริ่มให้ดอกจึงค่อยใส่ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสเพื่อเร่งดอก ควรรดน้ำตามทันทีทุกครั้งหลังจากการใส่ปุ๋ย
การตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง ในระยะแรกควรตัด 2 ครั้ง/เดือน และตัดเดือนละครั้งเมื่อเข้าปีที่สองแล้ว การตัดแต่งกิ่งจะทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษา ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ไม่ควรตัดให้ชิดตาจนเกินไป หลังจากตัดแล้วให้ใช้สีน้ำมันหรือปูนแดงทาป้องกันการเข้าทำลายขอเชื้อรา และหนอนเจาะลำต้นด้วย ควรใช้มีดหรือกรรไกรสำหรับตัดที่คมและสะอาด โดยตัดทำมุมเฉียง 45 องศา เพื่อป้องกันน้ำขังซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเน่าได้
 




วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ดอกไม้ประจำชาติของประเทศออสเตรเลีย ดอกโกลเด้น วัทเทิ้ล(Golden Wattle)

ดอกไม้ประจำชาติของประเทศออสเตรเลีย 
 ดอกโกลเด้น วัทเทิ้ล




    อย่างที่ทราบกันดีนะค่ะว่าดอกไม้ประจำชาติของของประเทศออสเตรเลียก็คือดอกโกลเด้น วัทเทิ้ลมารู้จักกันเลยค่ะ


โกลเด้น วัทเทิ้ล (Golden Wattle) 

    ในออสเตรเลียดอกไม้ชนิดนี้จะเป็นที่ชื่นชอบและมีชื่อเสียงมาก ซึ่งในตราสัญลักษณ์ของประเทศตั้งแต่ปี 1912 จะมีรูปดอกไม้ชนิดนี้อยู่ด้วย ต่อมาดอกไม้ชนิดนี้ก็ได้ถูกประกาศให้เป็นดอกไม้ประจำชาติในปี 1988 และรูปดอกไม้ชนิดนี้ยังพบเห็นได้ในแสตมป์และเหรียญเงินของออสเตรเลียด้วย

นักวิทยาศาสตร์บางคนให้ข้อสังเกตว่า ในเมล็ดของโกลเด้น วัทเทิ้ลมีคุณค่าทางอาหารเช่นเดียวกับธัญพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งมีโปรตีนอยู่สูง สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ รสชาติของเมล็ดจะคล้ายกับถั่วเมื่อนำไปคั่ว เมื่อนำไปต้มรสชาติก็จะคล้ายกับถั่วลันเตา นำไปโม่ทำเป็นแป้งขนมปัง หรือเส้นพาสตา

ดอกโกลเด้น วัทเทิ้ล 1 ดอก ในบางพันธุ์จะมีเมล็ดได้ถึง 10 กิโลกรัม ส่วนพันธุ์ที่มีกลิ่นหอม ก็มักนิยมทำเป็นหัวน้ำหอม

มีต้นโกลเด้น วัทเทิ้ล อยู่พันธุ์หนึ่งที่เรียกว่า อาเคเซีย(Acacia acuminata) มักถูกนำมาเป็นอาหารสัตว์ และปลูกไว้เพื่อป้องกันการกัดเซาะของหน้าดิน ชาวอะบอริจินของออสเตรเลียในยุคแรกๆ มักนำไม้อาเคเซียมาทำเป็นบูมเมอแรง ต้นอาเคเซียเมื่อตัดมาใหม่ๆ มักจะมีกลิ่นหอมเหมือนลูกราสเบอรี่บด จึงมักถูกเรียกว่า ต้นแยมราสเบอรี่


ดอกไม้ประจำชาติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดอกเอเดลไวส์ (Edelweiss)

ดอกไม้ประจำชาติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์
 ดอกเอเดลไวส์ (Edelweiss)



      สวัสดีค่ะอย่างที่ทราบกันดีนะค่ะว่าดอกไม้ประจำชาติของของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นั้นคือ ดอกเอเดลไวส์ (Edelweiss) ไปรู้จักกับเลยค่ะ

 ดอกเอเดลไวส์ (Edelweiss)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Leontopodium alpinum
    เอเดลไวส์เป็นดอกไม้ในแถบยุโรป มักพบอยู่ตามพื้นที่ของภูเขา ชอบขึ้นอยู่บนโขดหินหรือซอกหินปูนที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 – 2,900 เมตร จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับดอกทานตะวัน คำว่า edel มาจากภาษาเยอรมัน ที่แปลว่า ชั้นสูง ประเสริฐ สง่างาม ส่วนคำว่า Weiss แปลว่า ขาว มีชื่อเป็นภาษาละตินและกรีกด้วยว่า “floarea reginei” (Queen’s flower หรือ ดอกไม้ของราชินี ดอกเอเดลไวส์เป็นดอกไม้สีขาวใช้แทนความบริสุทธิ์ มีความสวยงามและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เป็นพืชที่ได้รับการคุ้มครองจากหลายๆ ประเทศ คือ บัลแกเรีย โครเอเชีย สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน สเปน สโลวาเกีย สโลวีเนีย ออสเตรีย และโรมาเนีย ดอกไม้ชนิดนี้ทำให้หุบเขาแอลป์ดูน่าหลงใหลและมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น การพิสูจน์รักแท้ของบุรุษในสมัยก่อน ก็มักจะเป็นการขึ้นเขาไปเก็บดอกเอเดลไวส์มาฝากคนรัก เพราะถือว่าเป็นคนที่กล้าหาญและมีความตั้งใจสูงมาก เนื่องจากการปีนเขาในสมัยนั้นมีความลำบากและอันตรายมาก

   เอเดลไวส์ เป็นดอกไม้ขนาดเล็ก ลักษณะของดอกเป็นสีขาว มีขนเหมือนปุยนุ่น กลีบดอกมีสองชั้น ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร บริเวณกลางดอกจะมีปุ่มลักษณะกลมๆ อยู่ ปุ่มนี้จะเป็นสีเขียวเมื่อดอกยังโตไม่เต็มที่ มีเกสรสีเขียวอ่อนกับสีเหลือง มีก้านดอกยาวถึง 3-20 เซนติเมตร มักพบการผลิบานของดอกในช่วงเดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนกันยายน เอเดลไวส์เป็นพืชที่ไม่มีพิษ สามารถนำมาปรุงเป็นยาแผนโบราณใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ หรือใช้รักษาอาการป่วยในช่องท้องได้

ดอกไม้ประจำชาติของสวีเดน ดอก Linnaea Borealis


ดอกไม้ประจำชาติของสวีเดน

 ดอก Linnaea Borealis




   สวัสดีค่ะวันนี้เราจะพาไปรู้จักกับดอกดอกไม้ประจำชาติของสวีเดนไปรู้จักกันเลยค่ะ.
  
 ดอก Linnaea Borealis
  Linnaea Borealis สามารถเติบโตได้ดีในที่มีความชื้นอากาศหนาวเย็น มักพบเห็นได้ตามป่า และภูเขาในแถบยุโรป บริเวณเทือกเขาแอลป์ ในประเทศญี่ปุ่น แคลิฟอร์เนีย แอริโซนา นิวเม็กซิโก และเวสต์เวอร์จิเนีย


    ดอก Linnaea จะมีสีชมพูอ่อน จัดอยู่ในวงศ์ของ Caprifoliaceae มีกลีบดอกประมาณ 5 กลีบ ยาวประมาณ 7-12 มิลลิเมตร ดอกมักออกเป็นคู่และห้อยลงมา ลำต้นมีลักษณะเรียว สูงประมาณ 20-40 ซม. เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนาดประมาณ 3-10 มิลลิเมตร



วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ดอกไม้ประจำชาติสหรัฐอเมริกา ดอกกุหลาบ

ดอกไม้ประจำชาติสหรัฐอเมริกา

ดอกกุหลาบ


      สวัสดีค่ะมารู้จักกับดอกไม้ประจำชาติของสหรัฐอเมริกาไปรู้จักกันเลยค่ะ.

กุหลาบ

ชื่ออังกฤษ: rose,


ชื่อวิทยาศาสตร์: Rosa hybrids

     กุหลาบมีต้นกำเนิดมาจากทวีปเอเชีย เป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโลกอีกชนิดหนึ่ง มักปลูกไว้เพื่อความสวยงามของอาคารบ้านเรือน ใช้ดอกประดับตกแต่งในโอกาสต่างๆ ปลูกเป็นอาชีพ โดยมีการตัดดอกขาย เพื่อนำไปสกัดเป็นน้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆหรืออาจเพาะพันธุ์ต้นขายก็ได้ ประเทศที่ปลูกกุหลาบเป็นรายใหญ่ของโลก ได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ อิสราเอล เยอรมนี เคนยา ซิมบับเว เบลเยียม ฝรั่งเศส เม็กซิโก แทนซาเนีย และมาลาวี เป็นต้น
คำว่า กุหลาบ มาจากภาษาฮินดี ที่อ่านว่า กุ-ลาพ ซึ่งในภาษาเปอร์เซียจะแปลว่า สีแดง คนไทยมักเรียกกันว่า คุ-ลาพ และกลายมาเป็นคำว่า กุหลาบในปัจจุบัน
พื้นที่ปลูกกุหลาบของประเทศไทยในปัจจุบันจะกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 5,500 ไร่ มีแหล่งปลูกที่สำคัญคือ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี กาญจนบุรี เป็นต้น
พื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตกุหลาบในประเทศไทยต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 800 เมตร จึงจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง หากปลูกในที่ราบจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเฉพาะในช่วงหน้าหนาวเท่านั้น
การจำแนกกุหลาบสามารถทำได้หลายลักษณะ เช่น จำแนกตามความเจริญเติบโต ขนาดของดอก สีของดอก ลักษณะของดอก และความสูงของต้น แต่ในส่วนของกุหลาบตัดดอกที่ทำกันเป็นการค้าในตลาดโลกจะจำแนกได้ดังนี้

1. กุหลาบดอกใหญ่ หรือ กุหลาบก้านยาว (large flowered or long stemmed roses) 
ประเภทนี้จะมีดอกใหญ่ ก้านยาว มีอายุในการปักแจกันสั้น ให้ผลผลิตประมาณ 100-150 ดอก/ตรม./ปี ประเทศที่นิยมกุหลาบชนิดนี้คือ สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เม็กซิโก ญี่ปุ่น ซิมบับเว โมร๊อกโก ฝรั่งเศส และ อิตาลี สายพันธุ์ที่นิยมกัน ได้แก่ พันธุ์ เวก้า (Vega: แดง) , มาดาม เดลบา (Madam Delbard) , วีซ่า (Visa: แดง) , โรเท โรเซ (Rote Rose: แดง) , คารล์ เรด (Carl Red: แดง) , โซเนีย (Sonia: ชมพูส้ม) , เฟิร์สเรด (First Red: แดง) , โพรฟิตา (Prophyta: ปูนแห้ง) , บิอังกา (Bianca: ขาว) , โนเบลส (Noblesse: ชมพูส้ม) และ แกรนด์ กาลา (Grand Gala: แดง) เป็นต้น
2. กุหลาบดอกกลาง หรือ กุหลาบก้านขนาดกลาง (medium flowered or medium stemmed roses) 
เป็นชนิดที่มีอายุในการปักแจกันได้ยาวนาน ทนต่อการขนส่งได้ดี ให้ผลผลิตสูงประมาณ 150-220 ดอก/ตรม./ปี มีดอกขนาดกลาง ก้านยาวประมาณ 40-60 ซม. ประเทศที่นิยมปลูกกุหลาบชนิดนี้คือ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี อิสราเอล ซิมบับเว เคนยา ส่วนพันธุ์ที่นิยมปลูกกัน ได้แก่ พันธุ์ ซาช่า (Sacha: แดง) , เมอร์ซิเดส (Mercedes: แดง) , เกเบรียล (Gabrielle: แดงสด) , คิสส์ (Kiss: ชมพู) , โกลเด้นทาม (Goldentime: เหลือง) , ซาฟารี (Safari: ส้ม) และ ซูวีเนีย (Souvenir: ม่วง) เป็นต้น
3. กุหลาบดอกเล็ก หรือ กุหลาบก้านสั้น (small flowered or short stemmed roses) 
ในประเทศเยอรมนี และเนเธอแลนด์ กุหลาบชนิดนี้จะได้รับความนิยมมาก เนื่องจากมีอายุในการปักแจกันที่ยาวนาน ทนต่อการขนส่งได้ดี ให้ผลผลิตสูงประมาณ 220-350 ดอก/ตรม./ปี ก้านมีความยาวประมาณ 30-50 ซม. พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ พันธุ์ ฟริสโก (Frisco:เหลือง) , เอสกิโม (Escimo: ขาว) , โมเทรีย (Motrea: แดง) , เซอไพรซ์ (Surprise: ชมพู) , และ แลมบาด้า (Lambada: แสด) เป็นต้น
4. กุหลาบดอกช่อ (spray roses) 
เป็นกุหลาบชนิดใหม่ ในช่อหนึ่งๆ มักจะมีประมาณ 4-5 ดอก มีก้านยาวประมาณ 40-70 ซม. ให้ผลผลิตต่ำประมาณ 120-160 ดอก/ตรม./ปี พันธุ์ ที่นิยมปลูก ได้แก่ เอวีลีน (Evelien: ชมพู) เดียดีม (Diadeem: ชมพู) และ นิกิต้า (Nikita: แดง) เป็นต้น ตลาดของกุหลาบชนิดนี้มีค่อนข้างจำกัด
5. กุหลาบหนู (miniature roses) 
ดอกมีขนาดเล็ก ความทรงพุ่มสูงไม่เกิน 1 ฟุต ก้านดอกยาวประมาณ 20-30 ซม. ให้ผลผลิตสูงประมาณ 450-550 ดอก/ตรม./ปี ประเทศที่ต้องการกุหลาบชนิดนี้คือ ญี่ปุ่น แอฟริกา และอิตาลี
การคัดเลือกพันธุ์กุหลาบในปัจจุบันมีข้อพิจารณาดังนี้
มีผลผลิตสูง มีอายุการปักแจกันนาน สามารถดูดน้ำได้ดี ไม่มีหนามหรือหนามน้อย กุหลาบสีแดงเป็นที่ต้องการอันดับแรกของตลาด รองลงมาคือ สีชมพู สีอ่อน หรือสองสีในดอกเดียวกัน มีกลิ่นหอม ทนทาน และต้านทานโรคได้ดี
การขยายพันธุ์กุหลาบ
ทำได้ด้วยการตัดชำ การตอน การติดตา และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เกษตรกรมักนิยมติดตากุหลาบพันธุ์ดีกับต้นตอของกุหลาบป่า เพื่อให้ได้กุหลาบที่มีระบบรากที่แข็งแรง และให้ผลผลิตสูง
พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกุหลาบต้องมีความเป็นกรดเล็กน้อย หรือมีค่า พีเอช ประมาณ 6-6.5 ดินสามารถระบายน้ำได้ดี ในแต่ละวันต้องได้รับแสงอย่างน้อย 6 ชม. อุณหภูมิที่ได้รับในตอนกลางคืนควรอยู่ที่ 15-18 องศาเซลเซียส และกลางวันควรอยู่ที่ 20-25 องศาเซลเซียส ถ้าความเข้มของแสงมาก และช่วงวันยาวกุหลาบจะให้ผลผลิตสูง และดอกมีคุณภาพดี
ระหว่างแถวปลูกควรให้น้ำระบบน้ำหยด หรือใช้หัวพ่นน้ำ ในอัตรา 6-7 ลิตร/ตร.ม./ วัน หรือ 49 ลิตร/ตร.ม./สัปดาห์ อาจให้ 2-3 วันต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพการอุ้มน้ำของดิน
ก่อนปลูกควรให้ปุ๋ยที่ผสมกับเครื่องปลูกก่อนการปลูกพืช ส่วนระหว่างที่พืชกำลังเจริญเติบโตควรให้ธาตุไนโตรเจน และโปแตสเซียมพร้อมกับการให้น้ำ
เมื่อกุหลาบเริ่มติดตา ให้ทำการเด็ดยอดส่วนเหนือใบสมบูรณ์ใบที่สองจากยอด เพื่อให้ใบมีการสะสมอาหาร สร้างกิ่ง และให้มีดอกขนาดใหญ่ ซึ่งต้องทำอยู่ประมาณ 2-3 เดือน
การตัดแต่งกิ่ง จะรักษาใบไว้กับต้นให้มากที่สุด เพื่อให้ได้กิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้สะดวกต่อการดูแลรักษา และให้ได้รับแสงอย่างเพียงพอ ทรงพุ่มกุหลาบควรมีความโปร่ง และไม่สูงมากเกินไป เป็นการกระตุ้นให้เกิดกิ่งกระโดงอีกด้วย

โรคของกุหลาบ

รคราน้ำค้าง (Downey mildew)
โรคราแป้ง (Powdery mildew)
โรคใบจุดสีดำ (black spot: Diplocarpon rosae)
โรคราสีเทา (botrytis: Botryotinia fuckeliana syn. Botrytis cinerea)
โรคกิ่งแห้งตาย (die back)
แมลงศัตรูกุหลาบ

ไรแดง (Spider mite)
เพลี้ยไฟ (Thrips)
หนอนเจาะสมอฝ้าย (Heliothis armigera)
หนอนกระทู้หอมหรือหนอนหนังเหนียว (onion cutworm: Spodoptera exigua)
ด้วงกุหลาบ (rose beetle: Adoretus compressus)
เพลี้ยหอย (scale insect: Aulucaspis rosae)
เพลี้ยอ่อน (aphids: Macrosiphum rosae และ Myzaphis rosarum)
ในการเก็บเกี่ยวกุหลาบ ขณะที่ดอกกำลังตูมอยู่ หรือเมื่อกลีบดอกเริ่มแย้มจะเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุด หากตัดในขณะที่ดอกยังอ่อนเกินไปก็จะทำให้ไม่บาน



ดอกไม้ประจำชาติของอิตาลี ดอกเดซี

ดอกไม้ประจำชาติของอิตาลี 

ดอกเดซี



วันนี้จะมาเเนะนำให้ทุกคนรู้จักกับดอกไม้ประจำชาติของอิตาลีคือ ดอกเดซี มารู้จักด้วยกันเลยค่ะ
     เดซี่ (Daisy)


ชื่อวิทยาศาสตร์ :Thymophylia Tenuiloba (DC.) Small


ชื่อสามัญ:Dahlberg Daisy, Gold Carpet, Gloden Fleece


จัดอยู่ในวงศ์ :Asteraceae (Compositae)
     เดซีมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เม็กซิโกและรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ดอกไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกที่ตำบลเล็กๆ ในประเทศเม็กซิโก โดยนักพฤกษาวิทยา มีเรื่องเล่ากันมาว่า หญิงสาวมักใช้ดอกเดซีเป็นสัญลักษณ์แทนหัวใจที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ด้วยการเด็ดกลีบออกเพื่อเสี่ยงทายความรัก ชาวอังกฤษมักเรียกดอกเดซีว่า “เดส์ อาย” (Day’s Eye) ซึ่งมีความหมายว่า ดวงตาของกลางวัน และเรียกเพี้ยนมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็น เดซี มาจนถึงทุกวันนี้


      ส่วนใหญ่มักพบเห็นดอกเดซีได้ตามสนามหญ้า เนื่องจากสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก ดอกจะบานในช่วงเช้า โดยทั่วไปจะมีกลีบสีขาว เกสรสีเหลือง แต่บางสายพันธุ์ก็อาจมีสีอื่นๆ ได้
      เดซีไม้ทรงพุ่มอายุสั้น มีลำต้นสูงประมาณ 15-20 ซม. ใบมีลักษณะคล้ายผักชี ออกเป็นใบเดี่ยวตรงข้ามกัน แผ่นใบหยัก สีเขียวอ่อน มีกลิ่นฉุน ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นที่ปลายกิ่ง กลีบดอกชั้นนอกเป็นสีขาว หรืออาจเป็นสีอื่นๆ เป็นดอกชั้นเดียว กลีบกลางดอกเป็นสีเหลืองเข้ม มีเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 1.5-2 ซม. ดอกจะสวยคงทนอยู่ได้นาน มีเมล็ดขนาดเล็กอยู่ภายใน
เดซี เป็นดอกไม้ที่ทนต่ออากาศร้อนได้ดี สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี การขยายพันธุ์ส่วนใหญ่มักนิยมใช้การเพาะเมล็ด ปลูกเป็นไม้ประดับในแปลงหรือกระถางก็ได้


       ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วนปนทรายที่ไม่อุ้มน้ำมากนัก ก่อนปลูกต้องย่อยดินให้ละเอียดก่อน ไม่ว่าจะปลูกในกระถาง ในแปลงปลูก หรือปลูกเพื่อคลุมดิน เดซีชอบแสงแดดและความชื้นพอควร ดอกที่โรยแล้วควรตัดออกเพื่อให้แตกเป็นยอดใหม่และมีดอกใหม่ขึ้นมาอีก