วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562

ดอกไม้ประจำชาติเปรู กล้วยไม้หน้าลิง

ดอกไม้ประจำชาติเปรูกล้วยไม้หน้าลิง



     สวัสดีค่ะวันนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับดอกไม้ประจำชาติของเปรูนั้นก็คือดอกกล้วยไม้​หน้าลิงไปดูกันเลยค่ะ



กล้วยไม้หน้าลิง
ชื่อสามัญ: Monkey Orchid
ชื่อวิทยาศาสตร์: Dracula Simia 
ชื่อวงศ์ :Orchidaceae


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

กล้วยไม้หน้าลิง เป็นพรรณไม้หายากที่จัดอยู่ในวงศ์ของกล้วยไม้ มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเปรูและเอกวาดอร์ มักพบเจริญเติบโตและกระจายพันธุ์อยู่ในบริเวณป่าดงดิบ กลีบดอกมีสีน้ำตาลปนม่วง มีส่วนประกอบภายในดอกมองดูคล้ายกับใบหน้าของลิง ดอกมีกลิ่นหอมคล้ายผลส้มสุก หากต้นมีความสมบูรณ์แข็งแรงก็จะสามารถให้ดอกได้ตลอดทั้งปี






ดอกไม้ประจำชาติของแอฟริกาใต้ ดอกคิง โพรเธีย (King Protea)

ดอกไม้ประจำชาติของแอฟริกาใต้
 ดอกคิง โพรเธีย (King Protea)

  สวัสดีค่ะเราจะมาเเนะนำให้รู้จักกับดอกคิง โพรเธียไปดูกันเลยค่ะ.

    โพรเธียเป็นต้นไม้โบราณ ซึ่งผลคำนวนจากซากฟอสซิลพบว่า พืชชนิดนี้มีมานานกว่า 125 ล้านปีแล้ว จัดอยู่ในสกุลของ Proteaceae ที่มีอยู่ประมาณ 1,700 ชนิด มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศออสเตรเลีย อัฟริกาใต้ และอเมริกาใต้

คำว่า Protea มาจากคำว่า Proteus ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งท้องทะเลที่สามารถแปลงโฉมเป็นสัตว์ต่างๆ ในทะเลได้มากมาย
โพรเทียบางชนิดที่มีขนาดใหญ่มาก และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในนามของดอกไม้ประจำชาติของประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ 1 ฟุต นั่นก็คือ คิง โพรเธีย


ต้นไม้ชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีสภาพเป็นกรด มีโปแตสเซียมอยู่มาก และไม่มีฟอสฟอรัสมากจนเกินไป ดินสามารถระบายน้ำได้ดี ชอบอากาศแห้งและเย็นพอประมาณ
ใบของโพรเทียจะมีระบบดูดซับความชื้นด้วย จึงทำให้สามารถเจริญได้ดีแม้จะเป็นที่มีปริมาณน้ำฝนตกลงมาน้อยมากแค่เพียง 300-1500 มม./ปี ส่วนในประเทศไทยที่จังหวัดเลยก็มีปลูกกันบ้างแล้ว




ดอกไม้ประจำชาติเอธิโอเปีย ดอกคาลล่า ลิลลี(Calla Lily)calla lily

ดอกไม้ประจำชาติเอธิโอเปีย
ดอกคาลล่า ลิลลี(Calla Lily)calla lily

      สวัสดีค่ะเราจะมาเเนะนำให้รู้จักกับดอกคาลล่า ลิลลีไปดูกันเลยค่ะ.
คาลล่า ลิลลี่(Calla Lily)
ชื่อวิทยาศาสตร์:Zantedeschia spp.
ชื่อวงศ์: (Family) Araceae

    ไม้ดอกชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในอัฟริกาใต้ มักปลูกไว้เป็นไม้ประดับ หรือไม้ตัดดอก จะปลูกไว้ในกระถาง หรือปลูกประดับไว้ตามอาคารบ้านเรือนก็ได้ คาลล่าลิลลี่เป็นไม้หัว ซึ่งมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ


1. กลุ่มไม้หัวยืนต้น เช่นพันธุ์ Zantedeschia aethiopica สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี กลีบดอกมีสีขาว ใบมีสีเขียวเข้ม ในช่วงฤดูหนาวไปจนถึงต้นฤดูร้อนมักจะให้ดอกดกที่สุด ส่วนในช่วงฤดูฝนปริมาณดอกก็จะลดลงไป ในต้นหนึ่งจะให้ดอกได้ประมาณ 15-17 ดอก/ปี เมื่อตัดดอกมาปักในแจกันจะมีอายุอยู่ได้นาน 7-14 วัน สามารถเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่รับแสงได้ประมาณ 50-70%

2. กลุ่มไม้หัวล้มลุก เช่นพันธุ์ Z. elliottiana, Z. albomaculata, Z. pentlandii, Z. rehmanii, Z. jucanda ส่วนสายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันได้แก่ Black eye, Black magic, Childsiana, Green calla และ Sunlight ในแต่ละสายพันธุ์จะมีการเจริญเติบโต รูปร่างลักษณะ และสีที่แตกต่างกันไป ในช่วงฤดูหนาวมักจะหยุดการผลิตหัวใต้ดิน การให้ดอกในแต่ละต้นจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และขนาดของหัว


คาลล่าลิลลี่มีหัวเจริญอยู่ใต้ดิน ที่เรียกว่า “ไรโซม“(Rhizome) หรือ “ทิวเบอร์”(Tuber) เมื่อได้รับน้ำอย่างเพียงพอจะมีตาเจริญและพัฒนาขึ้นจากหัวนั้น ส่วนของรากก็จะเจริญมาจากหัว ซึ่งเป็นระบบรากย่อย

คาลล่าลิลลี่มักออกเป็นช่อบริเวณกลางลำต้น ช่อดอกจะประกอบไปด้วยเกสรตัวผู้ที่มีลักษณะเป็นละอองสีเหลือง ส่วนเกสรตัวเมียจะมีน้ำเมือกเหนียวๆ อยู่บริเวณด้านล่างของช่อดอก กลีบดอกจะมีสีสันแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละชนิด คาลล่าลิลลี่จะติดเมล็ดขึ้นเมื่อดอกได้รับการผสมพันธุ์ เมล็ดที่แก่แล้วเนื้อหุ้มเมล็ดจะมีลักษณะเป็นสีส้ม

การขยายพันธุ์ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การแยกหน่อ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการเพาะเมล็ด

การปลูกคาลล่าลิลลี่ ควรใช้วัสดุปลูก ดังนี้
ขุยมะพร้าว 50% พีทมอส 30% ก้อนดินเผา (poppers) 20% ปูนขาว 10% mg ปุ๋ยสูตร 12-7-24 0.7 กิโลกรัม ดินที่ใช้ปลูกต้องเป็นดินที่มีลักษณะร่วนซุย สามารถระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี มีค่า pH ประมาณ 6-6.5 ในช่วงแรกของการปลูกควรให้น้ำในปริมาณน้อยๆ ก่อน จะให้แบบปกติได้ก็ต่อเมื่อรากเริ่มยึด มียอดและใบแทงขึ้นมาแล้ว ในระยะแรกคาลล่าลิลลี่ควรได้รับแสงเพียง 50-70% แล้วค่อยให้ได้รับแสงมากขึ้นเมื่อมียอดและใบที่ยาวขึ้นมาแล้ว หลังจากที่ปลูกได้ประมาณ 6-8 สัปดาห์ คาลล่าลิลลีก็จะมีดอกสวยงามออกมาให้เห็น

โรคและแมลงศัตรูพืช
แมลงศัตรูที่พบมากที่สุด เช่น หนอน เพลี้ยอ่อน ทาก และหนอนเจาะลำต้น ควรใช้ยาชนิดสัมผัสและดูดซึมเพื่อป้องกันและกำจัด ส่วนโรคที่พบได้มากในกลุ่มไม้หัวล้มลุก ซึ่งมักเกิดจากได้รับความชื้นสูงเกินไปคือ โรคโรคเน่าเละ ที่เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia sp., Fusarium sp. และเชื้อแบคทีเรีย Erwinia sp.



ที่มา:https://www.vichakaset.com/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%a2/

ดอกไม้ประจำชาตินามิเบีย ดอกเวลวิชเซีย (Welwitschia mirabilis)

ดอกไม้ประจำชาตินามิเบีย
 ดอกเวลวิชเซีย (Welwitschia mirabilis)


   สวัสดีค่ะวันนี้จะมาเเนะนำให้ทุกคนรู้จักกับดอกเวลวิชเซีย (Welwitschia mirabilis)ไปดูกันเลยค่ะ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Welwitschia mirabilis
ชื่อสามัญ :kharos/ khurub, tweeblaarkanniedood, nyanka, onyanga
ชื่อวงศ์ :Welwitschiaceae
ชื่ออื่นๆ:ต้นปีศาจทะเลทราย



     เวลวิชเซีย เป็นพืชที่พบในทะเลทราย มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศนามิเบีย และแองโกลา จัดเป็นพืชฟอสซิลที่มีชีวิต มีการสันนิษฐานว่าพืชโบราณชนิดนี้น่าจะมีมาตั้งแต่ยุคครีเตเซียสแล้ว ลำต้นของเวลวิชเซียจะหนาและไม่สูงมากนัก แต่จะมีขนาดของลำต้นที่กว้างคล้ายจาน ใบมีลักษณะคล้ายงู มีสีเขียวอมน้ำเงิน จำนวน 2 ใบ ใบอาจมีความยาวได้ถึง 4 เมตร มีรากที่หยั่งลึกลงไปในดินได้ถึง 30 เมตร และสามารถดูดซับน้ำฝนได้เป็นอย่างดี




พืชชนิดนี้จะเจริญเติบโตในดินที่สามารถระบายน้ำได้ดี ให้ได้รับแสงแดดได้โดยตรง แต่ไม่ควรให้โดนน้ำฝน การปลูกในโรงเรือนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ถ้าเป็นการปลูกในกระถางก็ควรเป็นกระถางทรงลึก เพราะรากของพืชชนิดนี้ยาวมาก ควรให้น้ำในปริมาณที่พอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ และให้ปุ๋ยสูตรเดียวกับการปลูกเลี้ยงแคคตัส




ที่มา:https://www.vichakaset.com/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2/

ดอกไม้ประจำชาติของลิทัวเนีย Rue

ดอกไม้ประจำชาติของลิทัวเนีย

Rue


        
         สวัสดีค่ะเราจะพาทุกคนมารู้จักกับดอกไม้ประจำชาติของลิทัวเนียไปดูกันเลยค่ะ


ชื่อวิทยาศาสตร์: Ruta graveolens Linn.
ชื่อสามัญ: Rue
ชื่ออื่น: อีหรุด


   อีหรุด เป็นพืชที่มีรสขม ใช้ปรุงกลิ่น เป็นเวลานานมาแล้วที่ฝรั่งได้ใช้อีหรุดเป็นยาแผนโบราณ ใช้แก้โรคชัก โรคจิต และใช้ล้างตาได้ด้วย หากต้องการใส่ในอาหารเพื่อชูรสก็ให้ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย เช่น ใส่ในเครื่องดื่ม เนยแข็ง หรือสลัด ส่วนในเรื่องของความเชื่อ ชาวฝรั่งมักใช้กิ่งของอีหรุดมาประพรมน้ำมนต์เพื่อขับไล่และป้องกันพวกผี และปีศาจด้วย




ดอกไม้ประจำชาติไซปรัส ดอกไซคลาเมน(Cyclamen)

ดอกไม้ประจำชาติไซปรัส 
 ดอกไซคลาเมน(Cyclamen)


    สวัสดีค่ะวันนี้จะมาเเนะนำให้รู้จักกับดอกไซคลาเมนเป็นดอกไม้ประจำชาติไซปรัสเเละยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของอิสราเอลไปดูกันเลยค่ะ.
ไซคลาเมน Cyclamen
ชื่อวิทยาศาสตร์:Cyclamen spp.
ชื่อวงศ์:PRIMULACEAE
    ไซคลาเมนเป็นไม้ดอกเมืองหนาว มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปและแอฟริกา พบมีการกระจายพันธุ์อยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน


ไซคลาเมนเป็นไม้ดอกผลัดใบที่มีอายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินซึ่งเป็นลักษณะของหัวที่ใช้สะสมอาหารรูปทรงกลมขนาดใหญ่ ส่วนลำต้นที่อยู่เหนือพื้นดินมีความความสูงประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร
ใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่แบบกว้าง ใบมีสีเขียว บนพื้นใบมีลายสีเขียวอ่อนและสีเงิน แผ่นใบหนา ขอบใบหยักแบบถี่ๆ โคนใบเว้า ปลายใบมน ก้านใบมีสีม่วงแดง
ดอก มักออกเป็นดอกเดี่ยว มีทั้งดอกสีขาว ชมพู แดง และม่วง ลักษณะกลีบดอกจะลู่บิดเรียงเวียนกันไปเป็นรูปถ้วย วัดเส้นผ่านศูนย์กลางของดอกได้ประมาณ 4-6 เซนติเมตร ก้านดอกมีสีม่วงแดงและชูตั้งขึ้น ไซคลาเมนบางชนิดจะมีกลิ่นหอมด้วย สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี
ผล เมื่อแก่จะแห้งและสามารถแตกออกได้
การขยายพันธุ์ ทำได้ด้วยวิธีการแยกหัว หรือเพาะเมล็ด

ไซคลาเมน จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีลักษณะร่วนและระบายน้ำดีไม่มีน้ำขังแฉะ ต้องการแสงแดดรำไร ชอบอากาศเย็นและมีการถ่ายเทได้สะดวกซึ่งมีอุณหภูมิประมาณ 16-20 องศาเซลเซียส ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่มีลมแรง เนื่องจากอาจทำความเสียหายได้ ควรให้น้ำและความชื้นในขนาดปานกลาง สามารถให้ดอกได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น แต่ในฤดูร้อนต้นมักจะโทรมและยุบตัว ในระยะนี้จึงไม่ควรให้น้ำ หากเป็นการปลูกเลี้ยงไว้ในอาคาร ควรให้อยู่ในบริเวณที่ได้รับแสงสว่างอย่างเพียงพอหรืออาจใช้แสงไฟช่วยก็ได้ และควรอยู่ในห้องที่มีการปรับอากาศอย่างเหมาะสม ไม่ควรรดน้ำลงตรงกลางของต้นเพราะจะทำให้หัวของต้นไม้เน่าได้ง่าย เนื่องจากมีอัตราการคายความชื้นได้น้อย
ไซคลาเมน เหมาะที่จะปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากมีดอกและใบที่สวยงาม สามารถช่วยดูดสารพิษได้พอสมควร แถมบางชนิดยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย



วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562

ดอกไม้ประจำชาติโรมาเนียมี ดอกกุหลาบป่า ด็อกโรส(Dog Rose)

ดอกไม้ประจำชาติโรมาเนียมี
 ดอกกุหลาบป่า ด็อกโรส(Dog Rose)







    สวัสดีค่ะวันนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับดอกไม้ประจำชาติของโรมาเนียมีนั้นก็คือดอกกุหลาบป่า ด็อกโรส(Dog Rose)ไปดูกันเลยค่ะ

ด็อกโรส(Dog Rose)

ชื่อวิทยาศาสตร์: โรซา คานินา (Rosa canina)

ชื่ออื่นๆ: ด็อกเบอร์รี่ (dogberry)

     ด็อก โรส (Dog Rose) เป็นกุหลาบป่าที่มักพบได้ในป่าละเมาะ ป่าโปร่ง มีถิ่นกำเนิดมาจากอังกฤษ และสกอตแลนด์ ความสวยงามของกุหลาบชนิดนี้อาจจะเทียบไม่ได้กับกุหลาบที่มีการปรับปรุงพันธุ์แล้ว แต่กลับมีสรรพคุณทางยาที่ใช้รักษาเมื่อถูกสุนัขกัดได้
ด็อก โรส จะเริ่มบานในช่วงฤดูร้อนของทุกปี คือประมาณตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปจนถึงเดือนกรกฎาคม เป็นไม้พุ่มสูงกว้างประมาณ 3 เมตร มีลำต้นอ่อน โตเร็ว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิดที่มีความชุ่มชื้นพอเหมาะ และได้รับแสงสว่างแบบรำไร ลักษณะของบริเวณขอบใบจะเป็นหยักแหลมๆ จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อนำมาขยี้ กลีบดอกของด็อกโรส มีอยู่ 5 กลีบ ซึ่งจะบอบบางมาก และมีอยู่หลากหลายสี เช่น สีขาว สีชมพูอ่อน ชมพูเข้ม ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ดอกของด็อกโรสก็จะเริ่มร่วงโรย และจะปรากฎผลภายใน ที่มีลักษณะสีแดงเข้มอมส้ม ทรงรีให้เห็น เมื่อเข้าหน้าหนาวก็จะกลายเป็นอาหารของพวกนกต่อไป
ด็อกโรส เป็นพืชที่แข็งแรงทนทาน เลี้ยงง่าย โตไว และทนต่อโรคพืชต่างๆ ได้ดี ควรปลูกด็อกโรสในดินที่มีความชุ่มชื้นอย่างพอเหมาะ มีการระบายน้ำได้ดี มีสารอาหารและอินทรีย์วัตถุอย่างอุดมสมบูรณ์
ผู้คนในโลกตะวันตกรู้จักพรรณไม้ชนิดนี้มาตั้งแต่ครั้งโบราณมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มักนิยมปลูกไว้ในสวนเพื่อชมความสวยงาม หรือปลูกเป็นรั้วบ้าน ซึ่งดอกกุหลาบชนิดนี้นอกจากจะมีความสวยสดงดงามแล้ว ก็ยังนำมาเป็นยารักษาโรคได้ด้วย


ผลของด็อกโรส ที่เรียกว่า โรสฮิปส์ ในยุคเอลิซาบีธาน สุภาพสตรีอังกฤษมักนำมาทำเป็นแยมหรือทาร์ต ส่วนน้ำเชื่อมของโรสฮิปส์ก็ใช้เป็นยาบำรุงสำหรับให้เด็กๆ รับประทานได้ด้วย และแยมที่ทำจากกลีบดอกจะมีกลิ่นที่หอมหวานชื่นใจ ในส่วนของใบเมื่อนำมาตากแห้งแล้วบดชงกับน้ำร้อนใช้ดื่มแทนชา ซึ่งจะมีรสฝาดเล็กน้อย แต่จะมีกลิ่นหอมสดชื่นมาก

สรรพคุณทางยา
ราก ช่วยรักษาแผลที่โดนสุนัขกัด

ผล มีวิตามินซีอยู่สูง จึงนิยมนำมาทำเป็นน้ำเชื่อมโรสฮิปให้เด็กรับประทานและผลจากการวิจัยในปัจจุบันพบว่า ด็อกโรส สามารถใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้มีการเจริญเติบโตออกไปได้ด้วย

ที่มา:https://www.vichakaset.com/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2/