วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ดอกไม้ประจำชาติบรูไนดอกส้านชะวา

ดอกไม้ประจำชาติบรูไน 

 ดอกส้านชะวา




    วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับ ดอกส้านชะวาไปดูกันเลยค้ะ.

ดอกไม้ประจำชาติบรูไน คือ ดอกส้านชะวา (Dillenia) หรือ ดอกซิมปอร์ (Simpor)
   
    ดอกส้านชะวา เกิดจากต้นไม้ที่ชื่อว่าต้นส้านชะวา ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เมื่อโตเต็มที่จะสูงประมาณ 10 เมตร มีเปลือกไม้สีม่วงดำ มีใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกันบนกิ่งก้าน ใบมีขนาดค่อนข้างใหญ่คือกว้างราว 10 ซม. และยาว 30 ซม. มีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปวงรี มีผลขนาดเล็ก ทรงกลมแป้นคล้ายมะนาวและส้ม แต่มีขนาดเล็กกว่า กล่าวคือมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 ชม. เมื่อสุกจะมีสีส้มถึงแดง


  ดอกส้านชะวาเป็นดอกไม้สีเหลืองสดใส ออกดอกเป็นช่อ 5-10 ดอกต่อช่อ มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 ซม.มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบซ้อนกันคล้ายร่ม ดอกซ้านชวาถือว่าเป็นดอกไม้ประจำถิ่นของบรูไน และสามารถพบได้ใประเทศมาเลเซียด้วย ประเทศบรูไนนิยมนำดอกส้านชะวามาใช้ตกแต่งในงานมงคลต่างๆ รวมถึงในธนบัตรหรือเงินของบรูไนและงานศิลปะประเภทต่างๆอีกด้วย


ที่มา:https://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%99/

ดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ดอกกล้วยไม้แวนด้า



ดอกไม้ประเทศสิงคโปร์

ดอกกล้วยไม้แวนด้า


Vanda 'Miss Joaquim'

    สวัสดีค่ะวันนี้จะมาเเนะนำเกี่ยวกับดอกไม้ประจำชาติของสิงค์โปร์คือดอกกล้วยไม้แวนด้าไปดูกันเลยค่ะ





    ดอกกล้วยไม้แวนด้า (Vanda Miss Joaquim ) ซึ่งดอกกล้วยไม้แวนด้านี้จะมีสีม่วงแดงสดใส สามารถออกดอกบานสะพรั่งได้ตลอดทั้งปี โดยชื่อ Vanda Miss Joaquim มาจากชื่อของผู้ที่สามารถผสมพันธุ์กล้วยไม้สายพันธุ์แวนด้าชนิดนี้ได้สำเร็จ ซึ่งก็คือ Miss Joaquim นั่นเอง ดอก Vanda Miss Joaquim ถูกประกาศให้เป็นดอกไม้ประจำชาติเมื่อปี ค.ศ. 1981




ดอกไม้ประจำชาติลาวดอกลีลาวดี

  ดอกไม้ประจำชาตลาว
  "ดอกลีลาวดี"
  


     สวัสดีค่ะวันนีเราจะพาทุกคนมารู้จักกับดอกไม้ประจำชาติลาวนั้นก็คือดอกลีลาวดีไปรู้จักกันเลยค่ะ







ดอกลีลาวดี
      คนไทยคงคุ้นเคยกับชื่อของดอกลั่นทม ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อให้สวยหรูกว่าเดิมเป็น ลีลาวดี เป็นอย่างดี ซึ่งสาเหตุที่ต้องเปลี่ยนชื่อก็เพราะคำว่า ลั่นทม ไปพ้องกับคำว่า ระทม ที่มีความหมายว่าเศร้าโศกเสียใจนั่นเอง โดยชื่อ ลีลาวดี นั้น เป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งมีความหมายว่า “ดอกไม้ที่มีท่วงท่าสวยงามและอ่อนช้อย” นั่นเอง
   นอกจากจะเป็นดอกไม้ที่ความหมายเป็นมงคลแล้ว ลีลาวดี ยังเป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมปลูกเพิ่มมากขึ้น เพราะประโยชน์ของมันตั้งแต่ดอกที่ร่วงหล่นไปตามพื้นเลยทีเดียว
   ในส่วนของใบและดอกที่ร่วงหล่นตามพื้นดินนั้น อย่าเพิ่งคิดว่ามันไม่มีค่านะ เพราะในประเทศไทยได้มีการวิจัยนำมาผลิตเป็นชาดอกลีลาวดี เพื่อปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคสาเหตุของอาการเจ็บป่วย ดอกลีลาวดีใช้ผสมกับพลู ทำเป็นยาแก้ไข้และไข้มาลาเรีย  ทั้งยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรที่มีคุณค่าต่อสุขภาพมากอีกด้วย
   ใบลีลาวดีแห้งนำมาชงกับน้ำร้อนดื่ม ช่วยรักษาโรคหืดหอบ หรือจะใช้ใบสดชงกับน้ำร้อน ช่วยรักษาหิด หรือจะนำใบสดมาลนไฟประคบร้อนช่วยแก้อาการปวดบวมได้
ช่วยรักษาโรคหนองในแท้  ใช้เปลือกต้นผสมกับน้ำมันมะพร้าว มันเนย และข้าว ทำเป็นยาแก้ท้องเดิน หรือใช้เปลือกต้นผสมกับน้ำมันมะพร้าว มันเนย และข้าว ทำเป็นยาขับปัสสาวะ
นอกจากกลิ่นหอมของดอกลีลาวดีจะช่วยให้นอนหลับสบายและอารมณ์ดีขึ้นแล้ว เรายังสามารถนำดอกมาตากแห้งแล้วใช้ชงชาดื่ม มีรสชุ่มคอ  ช่วยดับกลิ่นปาก แก้อาการไอ ไอเรื้อรัง ไอแห้ง อาการเจ็บคอ ละลายเสมหะ เหมาะกับคนเป็นหวัดบ่อยๆ
   หากนำมาผสมกับดอกไม้ชนิดอื่นอย่างจำปา หรือกระดังงา แห้งยังช่วยบำรุงเลือด ลดความเสี่ยงจะเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน รวมทั้งยังช่วยลดน้ำตาลในเลือดอีกด้วย
และหากนำมาดอกมาผสมกับยาหรือสมุนไพรชนิดอื่นๆ จะใช้เป็นยาถ่าย ป้องกันโรคริดสีดวงทวารด้วยด้วยกลิ่นหอมของดอกลีลาวดีซึ่งยังช่วยทำให้รู้สึกอารมณ์ดีตามไปด้วย ยังมีความเชื่อว่ากลิ่นของดอกลีลาวดีจะช่วยลดความรู้สึกทางเพศอีกด้วย
   คุณประโยชน์ของดอกลีลาวดีมากมายขนาดนี้ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งดอกไม้ไทยที่เราไม่ควรมองข้ามจริงๆ ใครที่อยากรักษาอาการป่วยของตัวเองในแบบธรรมชาติก็ลองทำตามวิธีที่เอามาฝากกันดูนะค รับรองว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแน่นอน



ที่มา:https://www.myu-nique.com/blog/%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5%20%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD?id=116

ดอกไม้ประจำชาติไทยดอกราชพฤกษ์




               ดอกไม้ประจำชาติไทย

                                        “ดอกราชพฤกษ์” 


      สวัสดีค่ะวันนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับดอกราชพฤกษ์ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติไทยของเรานี่เองไปดูกันเลยค่ะ

    กว่าจะเป็นดอกไม้งามประจำชาติไทย
     อย่างที่ทราบกันดีนะค่ะว่าดอกไม้ประจำชาติของเรานั้นคือ “ดอกราชพฤกษ์” หรือดอกคูณ หรือดอกลมแล้ง (ชื่อทางภาคเหนือ) หรือดอกลักเกลือ,ลักเคย (ชื่อทางภาคใต้) ส่วนชื่อราชพฤกษ์นั้น ก็แปลได้ว่าต้นไม้ของราชา ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้เรามักจะเห็นชินตาสองข้างทางตามถนนสายต่างๆ ยิ่งในช่วงที่ออกดอกเหลืองสะพรั่งยิ่งเพิ่มความสวยงามให้กับถนนหนทางเป็นอย่างมากทีเดียว เราอาจจะมองว่าราชพฤกษ์นั้นเป็นต้นไม้ใหญ่ปลูกเพื่อความสวยงามแต่เพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วต้นไม้ชนิดนี้มีสรรพคุณมากมาย เช่น ใช้รักษาท้องร่วง ใช้เป็นยาระบาย ใช้รักษาแผล แผลติดเชื้อ แผลในปาก และรักษาสุขภาพฟัน เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ว่าดอกคูนนั้นเพิ่งได้รับการยกให้เป็นดอกไม้ประจำชาติอย่างจริงจังเมื่อไม่นานนี้เอง


จากการตรวจค้นที่มาที่ไปของต้นไม้ชนิดนี้ ทำให้ทราบว่า ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้พื้นเมืองของทางฝากเอเชียใต้ ไล่ตั้งแต่ปากีสถาน อินเดีย พม่า จนมาถึง ศรีลังกา ซึ่งจะนิยมปลูกกันมากในเขตร้อน และแน่นอนบ้านเราก็ร้อนจนต้นไม้ต่างถิ่นชนิดนี้สามารถเติบโตได้ดี ซึ่งต้นราชพฤกษ์ยังเติบโตได้ดีในที่โล่งแจ้งอีกด้วยทำให้เหมาะเหลือเกินที่จะนำมาปลูกไว้ข้างทางหรือตามถนนสายหลัก ซึ่งสัดส่วนของต้นราชพฤกษ์ถือว่าไม่ใช่ต้นไม้ใหญ่มาก จัดอยู่จำพวกขนาดกลาง สูงประมาณ 10-20 เมตร

ออกดอกเป็นช่อสีเหลืองอร่าม แต่ละช่อยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร ช่อไหนขนาดใหญ่ๆ จะเห็นแจ่มมาแต่ไกล สวยสุดๆ โดยกลีบดอกจะมี 5 กลีบ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นผลของต้นราชพฤกษ์ที่ยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร ใครอย่าริลองไปเก็บผลมากินกันละเตือนไว้ก่อนเพราะมันมีพิษ หากได้ดมจะรู้ว่าเป็นดอกที่มีกลิ่นฉุนอารมณ์ประมาณสวยแต่รูปจูบไม่หอม
พ.ศ. 2495 จุดเริ่มของดอกไม้ประจำชาติ
ความเป็นมาเป็นกว่าจะเป็นดอกไม้ประขำชาติของเราอาจฟังดูซับซ้อนไปหน่อย แต่พอจะอธิบายคร่าวๆ ได้ทำนองนี้ ว่า เรื่องนี้คงต้องย้อนกลับไปในปี 2495 กรมป่าไม้ได้ชักชวนให้ประชาชนสนใจต้นราชพฤกษ์ เพราะด้วยความสวยงามและประโยชน์ของมัน ซึ่งในปีนี้เองทางรัฐบาลได้ตั้งให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พร้อมกับมีการเสนอให้ต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำชาติ ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ในอีกหลายปีต่อมาดอกราชพฤกษ์จึงได้กลายเป็นดอกไม้ประจำชาติ แต่ท้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2495 ที่สุดแล้วก็ไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ นั่นเองก็ทำให้ต้นราชพฤกษ์ยังคงไม่ได้รับการยกให้เป็นต้นไม้ประจำชาติและแน่นอนว่าดอกราชพฤกษ์ก็คงยังไม่ได้รับการสนใจให้เป็นดอกไม้ประจำชาติ
พ.ศ.2506  ต้นราชพฤกษ์สัญลักษณ์ชาติ  
ในปีดังกล่าวมีการประชุมเพื่อกำหนดสัญลักษณ์ต้นไม้และสัตว์ประจำชาติเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยกรมป่าไม้ได้เสนอให้ ต้นราชพฤกษ์ หรือต้นคูณไม้มงคลที่มีประโยชน์และรู้จักกันอย่างแพร่หลายเป็นต้นไม้ประจำชาติ สำหรับสัตว์ประจำชาติก็คือ ช้างเผือก สัตว์ที่มีคุณค่าเกี่ยวข้องกับประเพณีไทยและประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน การเสนอครั้งนั้นไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยจึงมีหลากหลาย ตั้งแต่สถานที่สำคัญๆ  สัตว์ ดอกไม้ ที่คนไทยคุ้นเคยและพบเห็นบ่อย เช่น พระปรางค์วัดอรุณฯ เรือสุพรรณหงส์ ดอกบัว ดอกมะลิ ดอกพุทธรักษา แมวไทย เช่นเดียวกับ ต้นราชพฤกษ์ และ ช้างเผือก ยังคงถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติตลอดมา

พ.ศ.2530 ความงดงามเริ่มผลิบาน
ถัดจากนั้นมากว่า 10 ปี คนไทยต่างรู้กันบ้างว่า ต้นราชพฤกษ์ถือเป็นสัญลักษณ์ชาติในฝากของด้านธรรมชาติ แต่ทว่าในปีนี้  พ.ศ.2530 ยิ่งตอกย้ำถึงความชัดเจนของต้นต้นราชพฤกษ์ยิ่งขึ้นว่ามีความสำคัญต่อชาติ ด้วยรัฐบาลได้มีการส่งเสริมให้ปลูกต้นราชพฤกษ์อีกครั้ง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยมีการส่งเสริมให้ปลูกต้นราชพฤกษ์ทั่วประเทศจำนวน 99,999 ต้น ซึ่งแน่นอนว่านี้คือการปลูกต้นราชพฤกษ์ครั้งยิ่งใหญ่เพื่อถวายพ่อหลวงซึ่งทราบกันดีว่าดอกราชพฤกษ์มีสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ ทำให้ทุกวันนี้จึงมีต้นราชพฤกษ์อยู่มากมายทั่วประเทศไทย และนั่นเองเป็นเหตุผลให้ในอีกหลายปีต่อมา ดอกราชพฤกษ์จึงเข้ามามีบทบาทในสังคมมากกว่าในอดีต เพราะถือเป็นดอกไม้ที่มีความหมายที่ดีงาม
พ.ศ.2544 ถึงเวลาผลิบานเป็นดอกไม้ประจำชาติ
 เรื่องของดอกไม้ประจำชาติมาชัดเจนเมื่อกระทั่งปี พ.ศ.2544 โดยคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้นำเรื่องดังกล่าวกลับมาเสนอใหม่อีกครั้ง และมีข้อสรุปเสนอให้มีการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติ 3 สิ่งคือ ดอกไม้ สัตว์และสถาปัตยกรรม และการพิจารณาที่ผ่านมาเสนอให้กำหนดดอกไม้ประจำชาติเป็น ดอกราชพฤกษ์ และสัตว์ประจำชาติ คือ ช้างไทย สุดท้ายสถาปัตยกรรมประจำชาติคือ ศาลาไทย
เหตุที่เลือก ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติเพราะมีความเหมาะสมในหลายๆ ด้านคือเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน ทนทาน ปลูกขึ้นได้ดีทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นต้นไม้พื้นเมืองที่รู้จักแพร่หลาย มีชื่อเรียกหลายชื่อต่างกันในแต่ละภาค อย่างที่ได้บอกไปแล้วเมื่อตอนต้น และราชพฤกษ์ยังเป็นไม้มงคลใช้ประโยชน์ในพิธีสำคัญๆ เช่น ลงหลักเมือง ลงเสาเอก ทำคฑาจอมพลและยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหาร รวมทั้งเป็นสีเดียวกับวันพระราชสมภพของ รัชกาลที่ 9 ซึ่งถือว่าเป็นสีมงคลนั่นเอง




และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดกว่าจะเป็นดอกไม้งามประจำชาติไทยของเราค่ะ…


ที่มา:http://spectrumdigitalmag.com/2017/01/01/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81/